การเป็นพ่อแม่น่ะ เป็นความสุขที่ไม่ได้สนุกเสมอไป และนั่นไม่ใช่เรื่องผิด — สรุปจากงานวิจัยของ Jennifer Senior ในหนังสือ All Joy and No Fun
ทบทวนล่าสุด 2 ก.ค. 2569
บ่ายวันหนึ่งตอนที่หลานสาวของย่ายังเล็ก เจ้าตัวกำลังวิ่งเล่นอยู่ข้างๆ ย่า แล้วก็ยืนฉี่รดกางเกงเปียกไปหมด ย่ากำลังทำข้าวอยู่ มือเปื้อนทั้งสองข้าง หัวใจก็หงุดหงิดนิดหน่อย แต่พอหันไปมองหน้าเจ้าตัวที่ยืนตาโต ปากงุ้ม ย่าก็อดขำไม่ได้ ปาดน้ำตาให้ อุ้มขึ้นมาเปลี่ยนเสื้อผ้า บอกว่า "ไม่เป็นไรนะจ้ะ ย่ารัก"
ความทรงจำเล็กๆ ของย่าจ้ะ ที่อยากเล่าให้แม่ฟัง
ย่าไปอ่านเจองานเขียนชิ้นหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ มีนักเขียนผู้หญิงคนหนึ่งเขียนถึงชีวิตพ่อแม่เอาไว้น่าสนใจมาก เธอเล่าว่ามีคุณแม่ท่านหนึ่งชื่อแอน ก็กำลังเจอเรื่องเหมือนที่ย่าเล่าเปี๊ยบเลย ลูกชายอายุสามขวบฉี่รดกางเกงกลางวัน คุณแม่ท่านนั้นบอกกับตัวเองว่า เธอไม่ได้คิดภาพการเป็นแม่เป็นแบบนี้เลย เธอคิดว่าจะได้กอดลูกอุ่นๆ ได้ดมผมลูกหอมๆ ไม่ใช่มาเช็ดฉี่เช็ดอึ
ย่าอ่านแล้วหัวเราะในใจ เพราะมันตรงกับชีวิตย่าเปี๊ยบเลย
ตอนย่าเลี้ยงลูกสมัยนั้น ย่าก็คิดแบบเดียวกัน ก่อนมีลูก ย่าจินตนาการว่าการเป็นแม่จะเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นที่สุดในชีวิต เหมือนในโฆษณา แม่ใส่ชุดสวย ลูกยิ้มน่ารัก แสงแดดอ่อนๆ ส่องเข้ามา ครอบครัวมีความสุขกัน
ความจริงก็คือ ย่านั่งกินข้าวร้อนๆ ที่โต๊ะไม่ได้สักที ต้องลุกวิ่งตามลูกไปทั่วบ้าน ผมยุ่ง เสื้อมีคราบอาหาร กลางคืนตื่นมาให้นม ตอนเช้าตาบวมแล้วก็ต้องไปทำงานต่อ
นักเขียนท่านนั้นเขียนไว้ตรงกันข้ามกับที่เราคิดเลย เธอบอกว่า การเป็นพ่อแม่น่ะ เป็นความสุขที่ไม่ได้สนุกเสมอไป
ย่าวางหนังสือลงแล้วนั่งนิ่ง เพราะมันตรงกับที่ย่ารู้สึกมาตลอดชีวิตเลย
มีงานวิจัยที่ถามพ่อแม่ว่า ตอนอยู่กับลูกรู้สึกอย่างไร ปรากฏว่าพ่อแม่บอกว่าขณะนั้นมีอารมณ์ไม่ดีมากกว่าคนที่ไม่มีลูกเลย แต่เวลาถามว่าอะไรคือสิ่งที่มีความหมายที่สุดในชีวิต คำตอบอันดับหนึ่งก็คือลูก
ฟังดูขัดกันใช่ไหมจ้ะ แต่มันจริงทั้งสองอย่างเลย
ย่าเคยบอกเพื่อนสมัยนั้นว่า "เลี้ยงลูกเหนื่อยที่สุดเลย แต่ถ้าให้เลือกใหม่ย่าก็ยังอยากมีลูก" ความขัดแย้งแบบนี้แหละที่นักเขียนพูดถึง
เรื่องเสียอิสระนี่ ย่าเข้าใจดีที่สุด ตอนโสด อยากไปไหนก็ไป อยากกินข้าวก็กิน อยากนอนก็นอน พอมีลูกเข้ามา ทุกอย่างเปลี่ยนไปหมด จะออกไปข้างนอกแป๊บเดียวก็ต้องคิดหาคนดูแลลูก จะนอนก็ต้องรอให้ลูกหลับก่อน แม้แต่จะนั่งกินข้าวเงียบๆ ก็ยังทำไม่ได้ ต้องวิ่งไปเช็ดปากลูก ตักข้าวให้ลูก
ย่าจำได้ว่าในหนังสือเล่มนั้น มีคุณพ่อท่านหนึ่งไปพูดกับหมอว่า "ลูกทำลายชีวิตผม ทำลายการนอน ทำลายสุขภาพผมเลย" พอพูดจบเขาก็รู้สึกผิดทันที รังเกียจตัวเองที่พูดออกไปแบบนั้น
ย่าอ่านตรงนี้แล้วใจหาย เพราะย่าก็เคยรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน ตื่นมาตอนตีสาม ลูกร้องไห้ ย่าลุกขึ้นมาอุ้ม แล้วก็นั่งคิดในความมืดว่า "เราทำอะไรลงไปเนี่ย" พอเช้ามาก็รู้สึกผิด รู้สึกว่าตัวเองเป็นแม่ที่ไม่ดี
แต่ย่าอยากบอกแม่ว่า ความรู้สึกแบบนั้นมันไม่ใช่ความผิดของเราเลยนะจ้ะ
เรื่องความสัมพันธ์กับสามีก็เหมือนกัน นักเขียนเล่าว่าการมีลูกทำให้คู่รักเครียดกันมากขึ้น งานบ้านกระจายกันไม่พอดี ฝ่ายหนึ่งทำมาก อีกฝ่ายทำน้อย เกิดความน้อยเนื้อน้อยใจ แล้วก็ทะเลาะกัน
ย่าจำตอนที่ลูกสาวย่ายังเด็กได้ดี ย่ากับปู่ของแม่ก็ทะเลาะกันบ่อย ย่าทำงานทั้งวัน กลับมาก็ต้องทำงานบ้าน ต้องเลี้ยงลูก ส่วนปู่กลับมาก็นั่งดูทีวี ย่าโกรธมากแต่ไม่กล้าพูด กลั้นไว้ในใจ จนวันหนึ่งก็ระเบิดออกมาเป็นเรื่องใหญ่
ความจริงก็คือ ลูกเปลี่ยนชีวิตคู่ของเราไปเลย ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนะจ้ะ แต่มันเปลี่ยน แล้วเราสองคนก็ต้องค่อยๆ เรียนรู้ที่จะปรับตัวไปด้วยกัน
สมัยนี้ย่าเห็นพ่อแม่รุ่นใหม่เหนื่อยกว่าสมัยย่าอีก เพราะมีความกดดันว่าต้องส่งลูกไปเรียนพิเศษ เรียนดนตรี เรียนกีฬา ลงทะเบียนไปทุกอย่าง ย่าเห็นหลานสาวขับรถพาลูกไปแถวต่างๆ ทั้งวัน เหนื่อยกันทั้งแม่ทั้งลูกเลย
นักเขียนเขียนถึงเรื่องนี้ไว้ตรงมาก พ่อแม่กลัวว่าถ้าไม่ทำ ลูกจะไม่ทันคนอื่น จะไม่ได้เข้าโรงเรียนดี ย่าเข้าใจความกังวลนั้นจ้ะ
แต่ย่าอยากเล่าว่า งานวิจัยก็บอกตรงกันว่า การเล่นอิสระ ที่ไม่มีใครจัดตารางให้ ก็มีประโยชน์ไม่แพ้กันเลย บางครั้งลูกก็แค่อยากเล่นกับก้อนดิน อยากนั่งวาดรูปเล่น อยากวิ่งไล่จับกัน ให้เขาได้เล่นบ้างก็ได้นะจ้ะ อย่ากดดันตัวเองมาก
มีอีกเรื่องที่นักเขียนเขียนไว้แล้วย่าชอบมาก เขาบอกว่า "คนไม่บอกเราตอนเริ่มเป็นพ่อแม่หรอกว่า ส่วนที่ยากที่สุดมันอยู่อีกไกล" ความหมายก็คือ การเลี้ยงลูกเล็กเหนื่อยก็จริง แต่พอลูกโตขึ้น ความท้าทายมันซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ มีโลกออนไลน์ มีเรื่องเพื่อน มีแรงกดดันเรื่องเรียน มีเรื่องที่ลูกอาจจะทำผิดพลาด
ย่าผ่านมาก่อนจ้ะ เลี้ยงลูกโตมาสองคน ตอนเด็กๆ เหนื่อยก็แค่กาย แต่พอเข้าวัยรุ่น เหนื่อยที่ใจ หนักกว่ากันเยอะเลย
แต่ย่าอยากบอกแม่อีกครั้งว่า ทุกอย่างที่ย่าเล่ามานี้ ไม่ใช่ความผิดของแม่เลยนะจ้ะ
ความเหนื่อย ความหงุดหงิด ความที่อยากจะวิ่งหนีไปซักวัน ความที่นั่งร้องไห้ในห้องน้ำ ความที่ทะเลาะกับสามี ความที่รู้สึกว่าตัวเองหายไป ไม่เหลือเวลาให้ตัวเองเลย สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติของการเป็นพ่อแม่ทุกคนเลย ไม่ใช่ความล้มเหลวของใคร
ย่าไปอ่านมาแล้ว มีงานวิจัยยืนยันว่า พ่อแม่ทุกคนผ่านเรื่องแบบนี้มา ทุกวัฒนธรรม ทุกประเทศ มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่มีลูก ไม่ใช่เพราะเราไม่ดีพอจ้ะ
ย่าอยากให้แม่รู้ว่า คืนที่แม่นอนไม่หลับ ย่าเข้าใจ ตอนเช้าที่แม่ลุกขึ้นมาตาบวม ย่าเข้าใจ วันที่แม่ทะเลาะกับพ่อของลูก ย่าก็เข้าใจ เพราะย่าก็เคยเป็นมาก่อนเหมือนกัน
แต่วันที่ลูกวิ่งมากอดแม่ ย่าก็เข้าใจด้วยว่า ทำไมเราถึงยอมทนทุกอย่าง เพราะความรักมันใหญ่กว่าความเหนื่อย
แม่จ๊ะ ย่าอยากให้แม่จำไว้ว่า การเป็นพ่อแม่ไม่ได้สนุกทุกวัน แล้วก็ไม่จำเป็นต้องสนุกทุกวันหรอกจ้ะ มันเหนื่อย มันยาก มันทำให้เราเปลี่ยนไป แต่มันก็เป็นสิ่งที่มีความหมายที่สุดที่เราจะทำได้ในชีวิตเลย
แล้วก็ไม่มีใครทำได้ดีพร้อมกันทุกอย่างหรอกนะจ้ะ แม้แต่ย่าก็เหมือนกัน
ถ้าวันไหนแม่รู้สึกว่าทนไม่ไหว ก็ไม่เป็นไรนะ ขอคนช่วยดูแลลูกสักชั่วโมง ขอเวลาให้ตัวเองบ้าง ย่าเคยทำแบบนั้นมาก่อน เอาลูกไปให้ยายดู แล้วย่าไปนั่งจิบกาแฟคนเดียว สักครึ่งชั่วโมงก็ยังดี
ดูแลตัวเองด้วยนะจ้ะ แม่ที่แข็งแรง ลูกถึงจะได้แข็งแรงด้วย
ย่าไปพักก่อนนะจ้ะ รักแม่นะ

การใช้ทางลัดด้วยการโกหกเพื่อให้สถานการณ์ตรงหน้าสงบลง อาจส่งผลต่อความเชื่อใจและตัวตนของเด็กมากกว่าที่คิด มาเรียนรู้วิธีสื่อสารความจริงในระดับที่เด็กเข้าใจกันค่ะ
โดย ทีม DekHygge · นิตยา เขียน

เมื่อการนอนของลูกกลายเป็นเรื่องท้าทาย ลองมาดูข้อมูลจากงานวิจัยว่าสภาพแวดล้อมและวิธีการฝึกการนอนแบบต่างๆ ส่งผลต่อการนอนของเด็กอย่างไร
โดย ทีม DekHygge · พิชัย เขียน