การใช้ทางลัดด้วยการโกหกเพื่อให้สถานการณ์ตรงหน้าสงบลง อาจส่งผลต่อความเชื่อใจและตัวตนของเด็กมากกว่าที่คิด มาเรียนรู้วิธีสื่อสารความจริงในระดับที่เด็กเข้าใจกันค่ะ
ทบทวนล่าสุด 3 ก.ค. 2569
มีคุณแม่คนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังในห้องตรวจที่โรงพยาบาลค่ะ ว่าเธอรู้สึกผิดมากที่เผลอโกหกลูกว่า "เดี๋ยวแม่ซื้อของเล่นให้" เพียงเพราะอยากให้ลูกหยุดร้องไห้ตอนเดินผ่านร้านของเล่นในห้าง หรือบางทีก็บอกว่า "กินข้าวให้หมดนะ เดี๋ยวจะโตไวๆ" ทั้งที่ความจริงเราก็แค่ไม่อยากให้เขาหงุดหงิดตอนทานข้าวไม่หมด นิตยาเข้าใจความรู้สึกนั้นดีเลยค่ะ เพราะในวินาทีที่ลูกกำลังอาละวาดหรือกำลังตั้งคำถามที่ตอบยากๆ การ "โกหก" หรือการ "เลี่ยงตอบ" มันดูเหมือนเป็นทางลัดที่ง่ายที่สุดที่จะทำให้สถานการณ์ตรงหน้าสงบลง
แต่เชื่อไหมคะว่า บางครั้งทางลัดที่เราใช้เพื่อความสงบชั่วคราว อาจกำลังสร้างรอยร้าวเล็กๆ ในความสัมพันธ์ที่เรามองไม่เห็น
ที่โรงพยาบาลเราเห็นบ่อยมากค่ะว่า พ่อแม่หลายคนพยายามใช้เหตุผลแบบผู้ใหญ่มาคุยกับเด็ก โดยหวังว่าถ้าเราอธิบายยาวๆ หรือใช้ตรรกะที่ดูดี เด็กจะเข้าใจและยอมทำตาม แต่ความจริงที่น่าตกใจก็คือ สมองของเด็กวัยเตาะแตะหรือวัยอนุบาลยังไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ประมวลผลเหตุผลที่ซับซ้อนแบบที่เราทำกันค่ะ สำหรับเขา "ตอนนี้" คือโลกทั้งใบ ถ้าเราบอกว่า "เดี๋ยวค่อยเล่นก็ได้" หรือ "เดี๋ยวค่อยกินก็ได้" คำว่า "เดี๋ยว" ของเรามันไม่มีความหมายเลย เพราะเขาไม่สามารถมองเห็นภาพอนาคตเหมือนที่เรามองเห็นได้ เขาอยู่กับความต้องการที่เกิดขึ้นตรงหน้าเท่านั้น
นิตยาเคยเจอเคสหนึ่ง เป็นคุณแม่ที่พยายามอธิบายเหตุผลเรื่องการฉีดวัคซีนให้ลูกฟังยาวเหยียด เพราะกลัวลูกจะกลัวเข็ม แต่สุดท้ายลูกก็ยังร้องไห้หนักกว่าเดิม เพราะเด็กไม่ได้ต้องการ "ตรรกะ" ในตอนนั้นค่ะ เขาต้องการความเข้าใจในอารมณ์ที่เขากำลังเผชิญอยู่ การที่เราพยายามยัดเยียดเหตุผลที่เขาไม่เข้าใจ หรือการโกหกเพื่อตัดรำคาญ บางครั้งมันทำให้เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขาคิดหรือรู้สึกนั้น "ผิด" หรือ "โง่" ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เด็กเริ่มปิดกั้นการเรียนรู้ เพราะตามหลักการศึกษาแล้ว คนที่รู้สึกว่าตัวเองผิดหรือโง่ จะไม่สามารถเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ได้เลยค่ะ
มีเรื่องเล่าหนึ่งที่นิตยาชอบมาก เป็นเรื่องของเด็กชายคนหนึ่งในคาเฟ่ที่เวียนนา เขาอยากกินโค้กผสมเลมอน แต่คุณแม่ที่กำลังหงุดหงิดสั่งน้ำแอปเปิ้ลให้แทน พอเขากล้าขอสิ่งที่อยากได้จริงๆ คุณแม่กลับดุเขาว่า "ทำไมไม่พูดตั้งแต่แรก!" แล้วก็สั่งน้ำแอปเปิ้ลให้เขาดื่มต่อเพื่อจะได้จบเรื่องๆ ไป พ่อแม่หลายคนอาจจะคิดว่า "ก็แค่เรื่องน้ำดื่ม จะอะไรขนาดนั้น" แต่ลองมองลึกลงไปนะคะ สิ่งที่เกิดขึ้นคือเด็กคนนั้นกำลังเรียนรู้ว่า การแสดงความต้องการที่แท้จริงของตัวเองอาจนำมาซึ่งการตำหนิ และสุดท้ายเขาก็ต้องยอมจำนนและเงียบไปเพื่อความอยู่รอด
การที่เราโกหกเด็ก หรือการใช้คำพูดประเภท "ทำเพื่อตัวลูกเองนะ" หรือ "เดี๋ยวโตขึ้นลูกจะเข้าใจเอง" บางครั้งมันเป็นการละเมิดความซื่อสัตย์ต่อตัวตนของเด็กโดยที่เราไม่รู้ตัวค่ะ ในทางจริยธรรม การที่เราพยายามยัดเยียดความเชื่อหรือการตัดสินใจของเราโดยไม่ฟังเสียงของเขา อาจจะดูเหมือนเป็น "การเลี้ยงดูที่ดี" ในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับเด็ก มันคือการทำให้เขารู้สึกว่าตัวตนของเขาไม่มีความหมาย การสร้างความสมดุลระหว่างการสอนระเบียบวินัยกับการเคารพตัวตนของเด็กจึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากค่ะ
นิตยาอยากชวนคุณพ่อคุณแม่ลองเปลี่ยนวิธีจากการ "โกหกเพื่อจบปัญหา" มาเป็นการ "ยอมรับความจริงในระดับที่เขาเข้าใจ" ดูไหมคะ? เช่น ถ้าลูกถามคำถามที่ยากมากๆ อย่างเรื่องความตาย หรือเรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องจริยธรรม เช่น "ทำไมคนเราต้องตาย?" แทนที่เราจะโกหกด้วยเรื่องเพ้อฝันเพื่อตัดรำคาญ ลองเปลี่ยนเป็นการตอบสั้นๆ ตามความจริงที่เขารับไหว หรือถ้าเรายังไม่พร้อมตอบ ก็แค่บอกเขาว่า "แม่ยังไม่แน่ใจเรื่องนี้ เดี๋ยวเรามาหาคำตอบด้วยกันนะ" การทำแบบนี้เป็นการบอกเขาว่า ความสงสัยของเขานั้นสำคัญ และเราให้เกียรติความคิดของเขาค่ะ
มีอีกเรื่องที่น่าสนใจคือการใช้ "นิทาน" หรือ "การเล่นบทบาทสมมติ" ค่ะ แทนที่เราจะสอนด้วยการดุด่าหรือโกหกเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง เราสามารถใช้เรื่องเล่ามาเป็นสะพานเชื่อมได้ การอ่านนิทานที่มีตัวละครเผชิญกับปัญหาทางศีลธรรม หรือการให้เด็กลองเล่นบทบาทสมมติเกี่ยวกับความรู้สึกต่างๆ จะช่วยให้เขาได้เรียนรู้เรื่องความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และการจัดการกับอารมณ์ได้ดีกว่าการฟังคำสั่งเสียอีกค่ะ เพราะในโลกของนิทาน เขาจะรู้สึกปลอดภัยที่จะสำรวจความรู้สึกเหล่านั้นโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดสินว่าผิด
ที่โรงพยาบาล นิตยาเห็นพ่อแม่หลายคนเครียดเพราะอยากเป็น "พ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ" พยายามหาตำรามาอ่าน พยายามทำตามเทรนด์การเลี้ยงลูกใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไปมาเหมือนแฟชั่น บางปีบอกว่าต้องปล่อยให้ลูกร้องไห้ บางปีบอกว่าห้ามปล่อยให้ลูกร้องเลย ความไม่แน่นอนนี้แหละค่ะที่ทำให้เราเผลอใช้ทางลัดอย่างการโกหกเพราะเรากลัวความผิดพลาด แต่ความจริงก็คือ ไม่มีพ่อแม่คนไหนสมบูรณ์แบบหรอกค่ะ เราทุกคนทำผิดพลาดกันได้ ทั้งด้วยความตั้งใจดีหรือไม่ตั้งใจก็ตาม
สิ่งที่สำคัญกว่าการไม่โกหก คือการที่เรา "รับผิดชอบต่อความผิดพลาด" ของเราค่ะ ถ้าวันไหนเราเผลอใช้อารมณ์ หรือเผลอโกหกไปเพราะความเหนื่อยล้า การเดินเข้าไปขอโทษลูกและอธิบายว่า "เมื่อกี้แม่เหนื่อยไปหน่อย แม่เลยพูดไม่ดี ขอโทษนะจ๊ะ" สิ่งนี้มีค่ามากกว่าการพยายามทำตัวเป็นพ่อแม่ที่ถูกต้องตลอดเวลาเสียอีก เพราะมันคือการสอนให้ลูกเห็นว่า มนุษย์เราผิดพลาดได้ และเราสามารถแก้ไขมันได้ด้วยความจริงใจ
การเลี้ยงลูกไม่ใช่การวิ่งมาราธอนที่ต้องทำทุกอย่างให้เป๊ะตามกฎ แต่คือการเดินทางที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน นิตยาอยากให้คุณพ่อคุณแม่ใจดีกับตัวเองบ้างนะคะ บางครั้งการยอมรับว่า "แม่ไม่รู้" หรือ "แม่ขอโทษ" อาจจะเป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คุณจะมอบให้ลูกได้ มากกว่าคำโกหกที่ดูสวยหรูเสียอีก
เป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนนะคะ การเลี้ยงลูกเป็นงานที่ยากที่สุดในโลก แต่คุณกำลังทำมันได้ดีขึ้นในทุกๆ วันค่ะ
มิตรภาพของเด็กไม่ใช่แค่เรื่องการมีเพื่อนเล่นแก้เหงา แต่เป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยสร้างตัวตนและความภูมิใจในตัวเอง ซึ่งส่งผลต่อเขามากพอๆ กับการเลี้ยงดูของเรา
โดย ทีม DekHygge · คัญญา เขียน