
เมื่อการนอนของลูกกลายเป็นเรื่องท้าทาย ลองมาดูข้อมูลจากงานวิจัยว่าสภาพแวดล้อมและวิธีการฝึกการนอนแบบต่างๆ ส่งผลต่อการนอนของเด็กอย่างไร
ทบทวนล่าสุด 2 ก.ค. 2569
ตีสาม... แสงสีฟ้าจากจอมอนิเตอร์เฝ้าดูเด็กน้อยที่กำลังร้องไห้จ้าอยู่ในเปล ผมจำความรู้สึกนั้นได้ดีครับ มันเป็นความรู้สึกที่เหมือนเรากำลังจมน้ำ ทั้งที่ตัวเราก็นอนอยู่บนเตียงนุ่มๆ แต่สมองมันล้าจนแทบจะประมวลผลอะไรไม่ได้เลย
ตอนนั้นผมก็นั่งงงเหมือนกันว่าทำไมมันถึงยาวนานขนาดนี้ ทั้งที่หมอก็เคยบอกว่า "เด็กวัยนี้ควรจะนอนยาวได้ถึง 6 ชั่วโมงแล้วนะ" คำพูดนั้นมันเหมือนเข็มที่ทิ่มแทงใจคนเป็นพ่อแม่ที่อดนอนมาหลายเดือนเลยครับ
ผมเคยเจอเพื่อนบางคนมาเล่าให้ฟังว่า "ลูกเรานอนยาวตั้งแต่ 3 สัปดาห์แรกเลยนะ" ฟังแล้วในใจผมแอบคิดเหมือนกันว่า นี่เขาพูดจริงหรือเปล่า หรือเขากำลังปลอบใจเราอยู่ (หัวเราะ) เพราะความจริงที่ผมและพ่อแม่หลายคนเจอคือ ลูกมักจะตื่นขึ้นมาทักทายเรากลางดึกอยู่บ่อยๆ จนบางทีเราก็เริ่มสงสัยว่า หรือเขาแค่อยากจะมานั่งเล่นกับเราตอนกลางคืนกันแน่
ช่วงที่ลูกผมอายุประมาณ 4-6 เดือน มันเป็นช่วงที่ท้าทายมากครับ บางคืนเขานอนยาวได้สัก 4 ชั่วโมง เราก็เริ่มมีความหวัง แต่พอคืนถัดมาเขาก็กลับมาตื่นทุกๆ สองชั่วโมงเหมือนเดิม มันเหมือนเรากำลังวิ่งไล่ตามความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง
พอผมเริ่มหันมาอ่านงานวิจัยมากขึ้นเพื่อหาทางออก ผมก็เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่าเรื่องการนอนไม่ใช่แค่เรื่องของความอดทน แต่มันมีเรื่องของสภาพแวดล้อมและวิธีการเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
มีงานวิจัยที่น่าสนใจชิ้นหนึ่งบอกว่า เรื่องของ "สถานที่นอน" มีผลอย่างมากครับ ข้อมูลระบุว่าเด็กทารกวัย 9 เดือนที่นอนแยกห้องต่างหาก มักจะนอนได้ยาวนานกว่าเด็กที่นอนร่วมห้องกับพ่อแม่ ซึ่งผลลัพธ์นี้ไม่ได้หายไปเมื่อเขาโตขึ้นนะครับ มีการติดตามผลไปจนถึงตอนเขาอายุ 2 ขวบครึ่ง และพบว่าเด็กที่เริ่มนอนแยกห้องตั้งแต่อายุ 9 เดือน จะนอนได้นานกว่าเด็กที่นอนรวมห้องเพิ่มขึ้นถึง 45 นาทีต่อคืนเลยทีเดียว
ความจริงคือ การนอนที่มีคุณภาพสำคัญต่อพัฒนาการทางสมองของเด็กมากครับ มันไม่ใช่แค่เรื่องที่พ่อแม่จะอยากนอนพักผ่อนเพื่อความสบายของตัวเองเท่านั้น แต่มันคือพื้นฐานการเติบโตของเขาด้วย แม้ว่าบางคนอาจจะมองว่าการให้ลูกนอนแยกห้องเร็วเกินไปอาจจะดูใจร้าย แต่ข้อมูลก็ชี้ให้เห็นว่ามันอาจจะมีประโยชน์ในระยะยาว
ผมเคยสงสัยเหมือนกันว่า ถ้าเราอยากจะลอง "ฝึกการนอน" หรือที่เรียกกันว่า Sleep Training มันจะเวิร์กจริงๆ ไหม แล้วมันจะทำให้ลูกเสียใจหรือเปล่า?
พอผมไปเจาะลึกดูงานวิจัยหลายๆ ชิ้น ผมพบว่ามีวิธีการที่หลากหลายมากครับ มีทั้งวิธีที่เรียกว่า "Extinction" หรือที่หลายคนเรียกว่าการปล่อยให้ร้อง (Cry it out) ซึ่งเป็นการปล่อยให้ลูกเรียนรู้วิธีหลับด้วยตัวเองโดยที่เราไม่ได้เข้าไปแทรกแซงทันที มีงานวิจัยที่ทบทวนผลการศึกษาถึง 19 ฉบับ พบว่า 17 ฉบับแสดงให้เห็นว่าวิธีนี้ช่วยให้การนอนของเด็กดีขึ้นจริง
หรือบางบ้านอาจจะไม่สะดวกใจกับวิธีนั้น ก็มีวิธีที่เรียกว่า "Graduated Extinction" ครับ วิธีนี้คือการที่เราค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาในการเข้าไปดูอาการของลูกให้นานขึ้นเรื่อยๆ แทนที่จะเข้าไปทันทีที่เขาร้อง ซึ่งผลการศึกษาก็ออกมาในทิศทางเดียวกันคือช่วยให้เด็กนอนได้ดีขึ้น และยังมีอีกวิธีคือการเข้าไปอยู่ในห้องด้วยแต่ปล่อยให้เขาร้องเพื่อฝึกการนอน ซึ่งก็ให้ผลบวกเช่นกันครับ
สิ่งที่ผมประทับใจจากการอ่านข้อมูลพวกนี้คือ ผลลัพธ์ของการฝึกการนอนไม่ได้หายไปในวันสองวันนะครับ งานวิจัยติดตามผลไปจนถึง 6 เดือนหรือ 1 ปี และพบว่าเด็กที่ผ่านการฝึกการนอนมาแล้ว ยังคงมีคุณภาพการนอนที่ดีกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการฝึก แม้เวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม
มีงานวิจัยจากช่วงปี 1980 ที่ผมชอบมากชิ้นหนึ่ง เขาเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มเด็กที่ได้รับการฝึกการนอนกับกลุ่มที่ไม่ได้ฝึก ผลปรากฏว่ากลุ่มที่ไม่ได้ฝึกจะตื่นขึ้นมากลางดึกเฉลี่ย 4 คืนต่อสัปดาห์ ในขณะที่กลุ่มที่ฝึกการนอนจะตื่นเพียงแค่ 2 คืนต่อสัปดาห์เท่านั้น แถมในคืนที่เขาตื่น เขาก็ยังตื่นน้อยครั้งกว่าด้วยครับ
แน่นอนครับว่าไม่มีวิธีไหนที่สมบูรณ์แบบสำหรับเด็กทุกคน เด็กแต่ละคนมีนิสัยไม่เหมือนกัน และพ่อแม่แต่ละบ้านก็มีข้อจำกัดที่ต่างกันไป บางคนอาจจะพบว่าวิธีนี้ใช้ได้ผลดีมาก แต่บางคนอาจจะรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ทางที่เหมาะกับครอบครัวของเขา
นอกจากเรื่องของ "วิธีการ" แล้ว ผมคิดว่ามีอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ "ความสัมพันธ์" ระหว่างเรากับลูกครับ มีแนวคิดหนึ่งที่น่าสนใจบอกว่า ในช่วงเวลาที่เกิดความขัดแย้งเรื่องการนอน สิ่งที่สำคัญกว่า "วิธีการ" ที่เราใช้ คือ "คุณภาพของการปฏิสัมพันธ์" ระหว่างพ่อแม่กับลูกครับ
ความจริงคือ การที่ลูกร้องไห้หรือต่อต้านเรื่องการนอน ไม่ได้แปลว่าความสัมพันธ์กำลังพังทลายเสมอไปครับ มันเป็นเรื่องปกติที่เด็กจะอยากทำสิ่งที่เขาชอบมากกว่าสิ่งที่เขาต้องทำ การที่เราจัดการกับความขัดแย้งเหล่านี้ด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่การใช้อารมณ์หรือการบังคับที่รุนแรง จะช่วยรักษาบรรยากาศที่ดีในครอบครัวไว้ได้
ผมเคยพยายามจะใช้เหตุผลกับลูกว่า "ต้องนอนนะ เพราะเดี๋ยวพรุ่งนี้จะไม่มีแรง" แต่พอมาคิดดูดีๆ การทำแบบนั้นเหมือนเราไปตัดสินความรู้สึกของเขา ทั้งที่จริงๆ แล้วเราควรจะยอมรับว่า "พ่อเข้าใจนะว่าลูกยังไม่อยากนอน แต่นี่คือเวลาที่ต้องนอนแล้วครับ" การสื่อสารแบบนี้อาจจะดูเรียบง่าย แต่มันช่วยลดแรงปะทะทางอารมณ์ได้ดีกว่าการพยายามควบคุมความต้องการของเขาครับ
การเลี้ยงลูกให้หลับยาวตลอดคืนอาจจะเป็นเป้าหมายที่ดูไกลตัวในบางคืน แต่มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ครับ ไม่ว่าคุณจะเลือกใช้วิธีไหน หรือจะเลือกนอนห้องเดียวกับลูกต่อไป สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่คุณได้พยายามทำดีที่สุดในแบบที่คุณไหวแล้ว
ผมขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ทุกคนที่กำลังนั่งตาปรืออยู่หน้าจอมอนิเตอร์ในตอนนี้ครับ พรุ่งนี้เช้าจะเป็นวันใหม่ และเราจะผ่านคืนที่เหนื่อยล้าแบบนี้ไปด้วยกันครับ
ตีสาม ลูกสาววัยสามสัปดาห์ร้องไห้สะอื้น ฉันอุ้มเธอมานั่งบนโซฟาแล้วร้องไห้ตาม น้ำตาไหลพรากไม่ใช่เพราะเจ็บ แต่เพราะเหนื่อยจนไม่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่
โดย ทีม DekHygge · อริยา เขียน