
ผมเคยคิดว่าของเล่นราคาแพงคือคำตอบ แต่ลูกกลับเลือกเล่นฝาหม้อแทน มาลองสำรวจกันว่าทำไมของเล่นเรียบง่ายถึงอาจช่วยกระตุ้นจินตนาการได้มากกว่าที่คิด
ทบทวนล่าสุด 27 มิ.ย. 2569
วันนั้นผมยืนงงอยู่กลางห้องนั่งเล่นครับ ในมือถือรถของเล่นไม้ราคาแพงที่เพิ่งแกะกล่องมาหมาดๆ กลิ่นไม้หอมฟุ้งเชียว ผมตั้งใจจะเอามาเซอร์ไพรส์ลูกสาวตัวน้อย เพราะคิดว่า "เออ ของดีแบบนี้ ลูกต้องชอบแน่ๆ"
แต่ภาพที่เห็นคือ ลูกสาวผมกำลังนั่งยิ้มแฉ่งอยู่บนพื้น แล้วกำลังพยายามเอาฝาหม้อพลาสติกในครัวมาเคาะกับช้อนไม้ครับ รถของเล่นคันนั้นถูกวางทิ้งไว้ข้างๆ เหมือนเป็นแค่ก้อนวัตถุไร้ค่าชิ้นหนึ่ง ผมนี่ถึงกับถอนหายใจยาวเลยครับ พ่อคนนึงอย่างผมแอบรู้สึกหน้าแตกนิดๆ ที่อุตส่าห์ทำการบ้านมาอย่างดี
มันทำให้ผมกลับมานั่งคิดนะครับว่า จริงๆ แล้ว "ของเล่นชิ้นแรก" ที่เราอยากให้ลูกมันควรจะเป็นอะไรกันแน่? เรากำลังวิ่งตามเทรนด์ หรือเรากำลังเข้าใจธรรมชาติของเด็กจริงๆ หรือเปล่า
ลองจินตนาการย้อนกลับไปสักร้อยกว่าปีก่อนดูนะครับ สมัยนั้นคำว่า "ของเล่น" แบบที่เราเห็นในห้างทุกวันนี้แทบจะไม่มีอยู่จริงเลย พ่อแม่สมัยก่อนไม่ได้วิ่งหาซื้อรถพลาสติกหรือตุ๊กตาผ้ามาให้ลูกหรอกครับ
เด็กๆ ในยุคนั้นเล่นกับสิ่งที่อยู่รอบตัวครับ ไม่ว่าจะเป็นกิ่งไม้ หม้อ กระทะ หรือไม้กวาด พ่อแม่ไม่ได้มองว่ามันคือของเล่น แต่มันคือสิ่งที่หยิบจับได้ในชีวิตประจำวัน แถมบางทีเด็กๆ ก็ไม่ได้เล่นคนเดียวด้วยนะครับ พวกเขาเล่นกับพี่น้อง เล่นกับลูกพี่ลูกน้อง หรือวิ่งเล่นกับเพื่อนบ้านไปตามประสา
แต่พอเวลาผ่านไป โลกเราก็เปลี่ยนไปเยอะเลยครับ มีนักประวัติศาสตร์บางคนบอกว่า แนวคิดเรื่อง "ห้องเล่นของเด็ก" หรือ Playroom ที่แยกออกมาจากพื้นที่ของผู้ใหญ่น่ะ มันเพิ่งจะมาเริ่มชัดเจนจริงๆ ก็ช่วงปี 1930 นี่เองครับ คือมันเริ่มมีการกำหนดว่า "เฮ้ย เด็กควรจะมีที่ของตัวเองนะ จะได้เล่นหรือทำงานได้โดยไม่ไปกวนผู้ใหญ่"
แล้วพอเข้าสู่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองเท่านั้นแหละครับ พายุแห่งของเล่นก็เริ่มพัดถล่มโลกเรา ยอดขายของเล่นมันพุ่งพรวดจากหลักสิบล้าน กลายเป็นพันล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่สิบปี ของเล่นคลาสสิกอย่าง Mr. Potato Head หรือพวกดินน้ำมันเล่นสนุกๆ ก็ถือกำเนิดขึ้นในช่วงนั้นเอง
ผมเองก็เป็นหนึ่งในเหยื่อของยุคนี้ครับ (หัวเราะ) เวลาเห็นโฆษณาของเล่นสวยๆ ในเน็ต ผมก็อดไม่ได้ที่จะกดลงตะกร้า บางทีก็เผลอคิดไปว่า "ถ้าลูกมีอันนี้ ลูกต้องฉลาดขึ้นแน่ๆ" หรือ "ถ้ามีห้องเล่นสวยๆ แบบใน Pinterest ลูกต้องมีความสุขแน่เลย"
เดี๋ยวนี้ของเล่นมันล้ำไปไกลมากนะครับ มีทั้งเสียง "ติ๊ดๆ" มีไฟกะพริบ มีเพลง มีหน้าจอที่ตอบสนองต่อการสัมผัส บางทีผมเห็นแล้วยังแอบงงเลยว่ามันทำงานยังไง แต่พอมองดูดีๆ ผมกลับพบความจริงที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง
เด็กๆ มักจะไม่ได้สนใจ "ฟังก์ชัน" ของของเล่นเท่ากับที่เราคิดครับ ผมเคยเห็นลูกสาวพยายามจะใช้ไขควงพลาสติกแกะฝาปิดช่องใส่ถ่านของของเล่นชิ้นโปรด มากกว่าที่จะนั่งกดปุ่มให้มันร้องเพลงเสียอีก
มันเหมือนกับว่า ในช่วงวัยเด็กตอนต้นเนี่ย เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์เรากำลังเรียนรู้ที่จะ "ควบคุม" ร่างกายและมือของเราครับ เรากำลังฝึกทักษะการเคลื่อนไหว (Motor Skills) และเรียนรู้ว่าเราสามารถจัดการกับสิ่งของรอบตัวได้ยังไง
มีแนวคิดหนึ่งที่ผมชอบมาก เขาบอกว่าเด็กๆ คือสิ่งมีชีวิตที่ "เน้นการใช้งาน" (Instrumental) คือเขาไม่ได้มองว่าของชิ้นนี้คือของประดับ แต่มองว่า "ฉันจะใช้สิ่งนี้ทำอะไรได้บ้าง" ไม่ว่าจะเป็นการทุบ การปั้น การสร้าง หรือแม้แต่การรื้อ
การที่เด็กๆ สนใจจะเอาบล็อกไม้มาต่อเป็นตึกสูง หรือเอาสีน้ำมาป้ายเลอะเทอะบนกระดาษ มันไม่ใช่แค่การเล่นสนุกไปวันๆ นะครับ แต่มันคือการที่เขาได้ใช้มือและร่างกายสัมผัสกับโลกจริงๆ เขาได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ทางกายภาพที่หาไม่ได้จากหน้าจอ
ผมเคยเห็นคุณแม่คนหนึ่งพาผมเดินชมห้องเล่นของลูกสาวเขาครับ โอ้โห... มันเหมือนสวรรค์ของเด็กเลยครับ มีทั้งบ้านตุ๊กตาหลังยักษ์ มีชุดครัวจำลอง มีอุปกรณ์ศิลปะวางเรียงรายเป็นระเบียบในลิ้นชักสีสวยๆ ดูแล้วเหมือนห้องรับแขกในโรงแรมหรูๆ เลย
คุณแม่คนนั้นหัวเราะแล้วบอกผมว่า "ลูกสาวฉันชอบเล่นในห้องนี้มาก เหมือนมันเป็นอพาร์ตเมนต์ส่วนตัวของเขาเลย บางวันก็จัดเป็นร้านอาหาร บางวันก็จัดเป็นร้านค้า" ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องดีใช่ไหมครับ?
แต่เธอก็พูดประโยคหนึ่งที่ทำให้ผมสะอึก "ลูกชายของฉันสมัยก่อน ไม่ได้มีของเยอะขนาดนี้เลยนะ"
คำพูดนั้นทำให้ผมกลับมามองห้องนั่งเล่นรกๆ ของตัวเองครับ บางทีการที่เราพยายามประโคมของเล่นราคาแพง หรือจัดห้องให้สวยเหมือนในนิตยสาร อาจจะไม่ได้เป็นตัวตัดสินว่าเด็กคนนั้นจะเติบโตมาอย่างมีคุณภาพเสมอไป
มีพ่อแม่หลายคนพบว่า การปล่อยให้ลูกได้ลองเล่นกับ "ของใช้ในบ้าน" หรือของเล่นที่เรียบง่ายอย่างบล็อกไม้ หรือแม้แต่กิ่งไม้ข้างบ้าน อาจจะช่วยกระตุ้นจินตนาการได้มากกว่าของเล่นที่กดปุ่มเดียวแล้วจบหน้าที่ของมันไป
แน่นอนครับ ผมไม่ได้บอกว่าไม่ต้องซื้อของเล่นเลยนะ (ถ้าผมมีเงินเหลือพอ ผมก็อยากซื้อให้ลูกอยู่ดีครับ) แต่ผมแค่อยากจะบอกว่า อย่าไปกดดันตัวเองว่าต้องมีของเล่นที่ "ดีที่สุด" หรือ "ทันสมัยที่สุด" เสมอไป
บางทีของเล่นชิ้นแรกที่สำคัญที่สุด อาจจะไม่ใช่รถบังคับวิทยุ หรือแท็บเล็ตเครื่องใหม่ แต่มันอาจจะเป็นแค่ช้อนไม้หนึ่งคัน หรือกล่องกระดาษเปล่าๆ ที่ลูกสามารถเปลี่ยนมันเป็นอะไรก็ได้ตามใจเขา
สรุปคือ... ไม่ต้องเครียดครับ ลองสังเกตดูว่าลูกเรากำลังสนใจอะไรจริงๆ บางทีสิ่งที่เขาอยากได้ อาจจะเป็นสิ่งที่เรามองข้ามไปก็ได้ ลองดูนะครับ
เมื่อทางเลือกในการเลี้ยงลูกมีมากมายจนน่าตกใจ ความตั้งใจที่จะมอบสิ่งที่ดีที่สุดอาจกลายเป็นความกังวลที่กัดกินใจพ่อแม่โดยไม่รู้ตัว
โดย ทีม DekHygge · พิชัย เขียน