
เปลี่ยนจากการ "ช่วยเลี้ยง" เป็นการ "เป็นหุ้นส่วน" เพราะความยุติธรรมในครอบครัวไม่ใช่แค่จำนวนชั่วโมงที่ทำ แต่คือความรู้สึกว่าเรากำลังแบกรับภาระนี้ไปด้วยกัน
ทบทวนล่าสุด 27 มิ.ย. 2569
ฉันเพิ่งวางหนังสือเล่มหนึ่งลงเมื่อคืนนี้เองค่ะ เป็นช่วงเวลาที่เงียบสงบที่สุดของวัน มีเพียงแสงไฟสลัวกับหน้ากระดาษที่พาฉันไปไกลจากความวุ่นวายข้างนอก
มีประโยคหนึ่งในหนังสือที่ทำให้ฉันต้องหยุดอ่าน แล้วนั่งนิ่งๆ อยู่พักใหญ่ เขาพูดถึงเรื่อง "ความเป็นผู้นำร่วมกัน" หรือ Shared Leadership ในครอบครัวค่ะ
ก่อนอ่านเรื่องนี้ ฉันเคยเข้าใจมาตลอดว่า การที่พ่อช่วยเลี้ยงลูก หรือช่วยทำงานบ้าน คือการ "แบ่งหน้าที่" กันทำ เช่น พ่อทำหน้าที่หาเงิน แม่ทำหน้าที่ดูแลลูก หรือพ่อช่วยล้างจาน แม่ล้างขวดนม
แต่พออ่านถึงตรงที่เขาอธิบายความแตกต่างระหว่าง "การแบ่งงาน" กับ "การเป็นหุ้นส่วนชีวิต" ฉันถึงได้ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า สิ่งที่เราทำกันอยู่อาจจะไม่ใช่การร่วมมือกันจริงๆ อย่างที่ควรจะเป็น
หนังสือเล่มนี้ทำให้ฉันเห็นภาพว่า การที่พ่อเข้ามามีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูและป้อนอาหารทารก ไม่ใช่แค่เรื่องของการ "ช่วย" แต่มันคือการสร้างสมดุลใหม่ให้กับความสัมพันธ์ระหว่าง แม่ พ่อ และลูก ซึ่งเป็นสามประสานที่สำคัญมากค่ะ
ฉันอ่านเจอข้อมูลที่น่าสนใจมากจากงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่พูดถึงความเชื่อเรื่องการเลี้ยงลูกในกลุ่มวัยรุ่น เขาพบว่าความเชื่อเรื่องการเลี้ยงลูกแบบแบ่งปันหน้าที่กัน (Shared Parenting) และการมองว่าเพศไม่มีผลต่อบทบาทในบ้าน มีความเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับความตั้งใจที่จะให้นมแม่ในอนาคต
ในประเทศแถบสแกนดิเนเวียที่มีอัตราการให้นมแม่สูงๆ งานวิจัยบอกว่าความเชื่อเรื่องการที่พ่อแม่ต้องดูแลลูกร่วมกันนั้นแข็งแกร่งมากค่ะ มันไม่ใช่แค่เรื่องของตัวแม่คนเดียว แต่มันคือบรรยากาศของครอบครัวที่หล่อหลอมให้การเลี้ยงลูกเป็นเรื่องของ "เรา"
ตรงนี้แหละที่ฉันต้องอ่านซ้ำสองรอบ เพราะมันทำให้เห็นว่า บทบาทของพ่อไม่ได้อยู่แค่ในตอนที่ลูกโตแล้ว แต่อยู่ตั้งแต่ตอนที่ตัดสินใจว่าจะเลี้ยงลูกด้วยวิธีไหน ตั้งแต่ตอนที่ต้องเลือกระหว่างนมแม่หรือนมผง
สิ่งที่ค้างคาใจฉันคือ ความรู้สึกที่ว่า บางครั้งพ่อแม่เราอาจจะกำลังเดินอยู่บนเส้นทางที่ต่างกันโดยไม่รู้ตัว
ในหนังสือมีบทสนทนาหนึ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกสะดุดใจ เป็นการพูดคุยกันในกลุ่มคุณแม่ที่สะท้อนภาพความจริงที่เจ็บปวดอยู่ไม่น้อย คุณแม่บางคนบอกว่าสามีของเธอทำหน้าที่เหมือน "พ่อที่มาเล่นกับลูก" มากกว่า "พ่อที่มาช่วยเลี้ยงลูก"
เขาอาจจะยอมให้ลูกกินขนมหวาน หรือยอมให้ลูกทำอะไรตามใจในขณะที่แม่กำลังพยายามรักษาวินัยเรื่องอาหารการกินอยู่ พ่อกลายเป็น "คนใจดี" ในขณะที่แม่กลายเป็น "คนคุมกฎ" โดยไม่ตั้งใจ
ฉันอ่านแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ความแตกต่างนี้มันสร้างช่องว่างขนาดใหญ่ในใจของคนเป็นแม่เลยนะคะ
งานวิจัยอีกส่วนหนึ่งที่ฉันอ่านเจอระบุว่า แม้ในครอบครัวที่ทั้งพ่อและแม่ทำงานนอกบ้านเหมือนกัน แต่ภาระการดูแลลูกในช่วงกลางคืน หรือการต้องตื่นมากลางดึกบ่อยๆ ยังคงตกอยู่ที่ผู้หญิงมากกว่าผู้ชายหลายเท่าตัวนัก
ในคู่รักที่ทำงานทั้งคู่ ผู้หญิงมีโอกาสที่จะมีภาวะการนอนที่ถูกขัดจังหวะมากกว่าผู้ชายถึงสามเท่า และถ้าเป็นแม่ที่เลี้ยงลูกอยู่บ้าน ก็มีโอกาสที่จะต้องลุกขึ้นมาดูแลลูกมากกว่าพ่อที่อยู่บ้านถึงหกเท่าเลยค่ะ

การใช้ทางลัดด้วยการโกหกเพื่อให้สถานการณ์ตรงหน้าสงบลง อาจส่งผลต่อความเชื่อใจและตัวตนของเด็กมากกว่าที่คิด มาเรียนรู้วิธีสื่อสารความจริงในระดับที่เด็กเข้าใจกันค่ะ
โดย ทีม DekHygge · นิตยา เขียน

ตัวเลขเหล่านี้มันไม่ใช่แค่สถิติ แต่มันคือความเหนื่อยล้าที่สะสมอยู่ในร่างกายและจิตใจของคนเป็นแม่ ซึ่งส่งผลต่อความสุขในครอบครัวโดยตรง
สิ่งที่ฉันค้นพบจากการอ่านคือ ความยุติธรรมในครอบครัว ไม่ใช่แค่เรื่องของ "จำนวนชั่วโมง" ที่ทำงานเท่ากัน แต่มันคือ "ความรู้สึก" ว่าเรากำลังแบกรับภาระนี้ไปด้วยกันหรือเปล่า
มีประโยคหนึ่งที่บอกว่า ความพึงพอใจในการแบ่งหน้าที่ดูแลลูก มีความสัมพันธ์กับความสุขของพ่อแม่มากกว่า "จำนวนครั้ง" ที่พ่อเข้ามาช่วยจริงๆ เสียอีก
นั่นหมายความว่า ต่อให้พ่อจะช่วยล้างขวดนมวันละหลายรอบ แต่ถ้าแม่ยังรู้สึกว่าต้องเป็นคน "ตัดสินใจ" และ "แบกความรับผิดชอบหลัก" ไว้เพียงลำพัง ความรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมก็ยังคงอยู่ดีค่ะ
ฉันชอบแนวคิดเรื่องการให้ "พื้นที่ในการทำผิดพลาด" สำหรับคุณพ่อที่ฉันอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่งค่ะ
เขากล่าวว่า บางครั้งผู้หญิงมักจะเผลอไปจำกัดบทบาทของพ่อ เพราะกลัวว่าเขาจะทำไม่ถูกวิธี หรือกลัวว่าเขาจะทำพัง เช่น การซักผ้าแล้วทำเสื้อผ้าเสียหาย หรือการให้อาหารลูกไม่ตรงตามตาราง
แต่ถ้าเราไม่ยอมให้เขาได้ลองผิดลองถูก หรือไม่ยอมให้เขาได้เข้ามาอยู่ใน "จังหวะชีวิตประจำวัน" ของลูกอย่างแท้จริง เขาก็จะกลายเป็นเพียง "ผู้ช่วย" ที่รอรับคำสั่ง มากกว่าจะเป็น "หุ้นส่วน" ที่เดินไปพร้อมกับเรา
การที่พ่อได้เข้ามาสัมผัสความวุ่นวาย ได้ลองผิดลองถูก และได้เรียนรู้ที่จะจัดการกับความไม่แน่นอนของการเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง อาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอย่างแท้จริง
ฉันปิดหนังสือเล่มนี้ลงด้วยความรู้สึกที่ว่า การเลี้ยงลูกไม่ใช่การวิ่งแข่งที่ใครคนหนึ่งต้องนำหน้าเพื่อคอยประคองอีกคน
แต่มันเหมือนกับการพยายามประคองเรือลำเล็กๆ ไปด้วยกันในทะเลที่คาดเดาไม่ได้ ซึ่งต้องอาศัยคนสองคนที่พร้อมจะจับพายคนละข้าง และพร้อมจะปรับจังหวะเข้าหากันอยู่ตลอดเวลา
บางที ความหมายของการเป็นพ่อแม่ที่เท่าเทียม อาจจะไม่ใช่การทำทุกอย่างให้เหมือนกันเป๊ะๆ แต่คือการที่ไม่มีใครคนใดคนหนึ่งรู้สึกว่าต้องแบกโลกทั้งใบไว้เพียงลำพังในขณะที่อีกคนเพียงแค่คอยดูอยู่ข้างๆ ค่ะ
การเป็นพ่อแม่น่ะ เป็นความสุขที่ไม่ได้สนุกเสมอไป และนั่นไม่ใช่เรื่องผิด — สรุปจากงานวิจัยของ Jennifer Senior ในหนังสือ All Joy and No Fun
โดย ทีม DekHygge · วนิดา เขียน