
สัปดาห์แรกที่ลูกมาอยู่บ้านอาจไม่ใช่ภาพสวยงามเหมือนในหนัง แต่มันคือพายุของความเหนื่อยล้าและความรู้สึกผิดที่พ่อแม่มือใหม่ทุกคนต้องเจอ
ทบทวนล่าสุด 27 มิ.ย. 2569
จำได้ไหมครับ... คืนแรกที่ลูกมาอยู่บ้านจริงๆ ครั้งแรก?
ผมยังจำความรู้สึกนั้นได้แม่นเลยครับ มันไม่ใช่ความรู้สึกเหมือนในหนังที่พ่อแม่นั่งยิ้มละมุนมองหน้าลูกในเปลท่ามกลางแสงไฟสลัวๆ หรอก แต่มันคือความรู้สึกเหมือนเรากำลังติดอยู่ในพายุที่มองไม่เห็นตัว พายุที่มาพร้อมกับเสียงร้องไห้ที่ดังทะลุโสตประสาท กลิ่นนม กลิ่นแพมเพิส และความง่วงที่มันหนักอึ้งจนเหมือนมีใครเอาหินมาวางทับตาไว้
คืนนั้นผมก็นั่งจ้องหน้าลูกสาวตัวน้อยในความมืด พลางคิดในใจว่า "เฮ้ย นี่เราต้องทำแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนกันวะ?"
ช่วงสัปดาห์แรกเนี่ย ผมว่ามันเหมือนเรากำลังพยายามทำภารกิจกู้โลกที่ไม่มีคู่มือการใช้งานครับ ทุกอย่างมันดูสับสนไปหมด ผมเองก็เป็นหนึ่งในพ่อมือใหม่ที่พยายามจะควบคุมทุกอย่างให้ได้ด้วยการ "จด"
ลองจินตนาการดูนะครับ ผมนั่งถือสมุดเล่มเล็กๆ พยายามจะจดทุกอย่างที่เกิดขึ้นเหมือนเป็นนักสถิติในห้องแล็บเลยครับ ลูกกินนมกี่โมง? กินข้างซ้ายหรือข้างขวา? แล้วเรื่องฉี่เรื่องอึนี่คือเรื่องใหญ่ระดับชาติเลยนะ ต้องจดว่ากี่ครั้ง กี่โมง เพื่อจะดูว่าเขายังโอเคอยู่ไหม
บางคืนผมก็นั่งไล่ดูตารางที่ตัวเองจดไว้ตอนตีสาม "1:53 น. กินนม... 3:50 น. กินนม... 7:45 น. กินนม..." มันดูเหมือนตารางเวรของพยาบาลมากกว่าตารางชีวิตของคนในครอบครัวเสียอีก แต่นั่นแหละครับ มันคือวิธีเดียวที่พ่อแม่มือใหม่หลายคนใช้เพื่อพยายามจะหา "ระเบียบ" ในความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้น
แต่เอาเข้าจริง การจดทุกอย่างมันก็ไม่ได้ช่วยให้เราหายเหนื่อยหรอกครับ แต่มันกลับทำให้เราเห็นความจริงที่น่าตกใจว่า "เราแทบไม่ได้นอนเลย"
มีเรื่องหนึ่งที่ผมเคยอ่านเจอแล้วรู้สึกจี๊ดในใจมาก คือเรื่องของแม่คนหนึ่งที่เป็นถึงพยาบาลครับ ลองนึกภาพตามนะครับ คนที่เป็นพยาบาลเนี่ย คือคนที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีเพื่อรับมือกับความเจ็บป่วยและความวุ่นวาย แต่พอต้องมาเจอสัปดาห์แรกของลูกตัวเอง เธอกลับรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะแตกสลาย
เธอเล่าว่ามันเป็นช่วงเวลาที่แย่ที่สุดในชีวิตเลย เพราะลูกไม่ยอมนอน แถมเธอยังต้องแบกรับทุกอย่างไว้คนเดียว ทั้งเลี้ยงลูก ทำงานบ้าน และพยายามจะประคองสติไม่ให้สติแตกไปเสียก่อน ที่น่าเศร้าคือพอเธอระบายความเหนื่อยออกมา สามีกลับมองว่า "ก็แค่ช่วยเอาขยะไปทิ้ง" หรือ "ก็แค่ช่วยทำงานบ้านนิดหน่อย"
มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายยากนะครับ เหมือนเรากำลังแบกโลกทั้งใบไว้ แล้วคนข้างๆ กลับคิดว่าเราแค่กำลังถือถุงขยะอยู่
ผมว่าเรื่องนี้มันสะท้อนอะไรบางอย่างในสัปดาห์แรกๆ ของการเป็นพ่อแม่ได้ดีมากครับ คือมันไม่ใช่แค่เรื่องของ "การเลี้ยงลูก" แต่มันคือเรื่องของ "ภาระทางใจ" ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
ความเหนื่อยล้าสะสมมันไม่ได้ทำร้ายแค่ร่างกายนะครับ แต่มันเริ่มกัดกินความสัมพันธ์ของเรากับคนข้างๆ ด้วย บางทีเราก็เผลอเอาความหงุดหงิดไปลงกับคู่ชีวิต เพียงเพราะเขามองไม่เห็นว่าเรากำลังสู้กับอะไรอยู่
ผมเคยเห็นพ่อแม่บางบ้านที่เริ่มมีปากเสียงกันเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในสัปดาห์แรกๆ เช่น "ทำไมไม่ช่วยเปลี่ยนแพมเพิส?" หรือ "ทำไมไม่ช่วยอุ้ม?" ซึ่งจริงๆ แล้วมันอาจจะไม่ใช่เรื่องแพมเพิสหรอกครับ แต่มันคือความรู้สึกที่ว่า "ฉันไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวในสมรภูมินี้"
แล้วความรู้สึกผิดล่ะครับ? นี่คือของแถมที่มาพร้อมกับสัปดาห์แรกเสมอ
มีพ่อแม่หลายคนเล่าให้ผมฟังว่า พวกเขารู้สึกแย่มากเวลาที่เผลอ "ตวาด" หรือ "ใช้อารมณ์" กับลูก ทั้งที่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเป็นพ่อแม่ที่ใจดีและใจเย็นที่สุด
ผมเคยอ่านเจอเรื่องของคุณแม่คนหนึ่งที่เธอถึงขั้นต้องจดลงในปฏิทินเลยครับว่า วันนี้เป็น "วันแห่งการตะคอก" (Yelling Day) เธอจดไว้เพื่อจะดูว่ามันมีรูปแบบไหมว่าทำไมเธอถึงคุมอารมณ์ไม่ได้
ลองนึกภาพดูนะครับ การที่ต้องมานั่งจดความล้มเหลวของตัวเองลงในปฏิทิน มันสะท้อนให้เห็นเลยว่าพ่อแม่เรากดดันตัวเองขนาดไหน เราอยากจะเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ อยากจะเป็นคนที่อดทนได้ทุกอย่าง แต่ความจริงคือเราก็แค่คนธรรมดาที่มีขีดจำกัด
บางทีลูกอาจจะแค่เดินมาชนหัวเราแรงๆ หรือทำอะไรที่มันไม่ได้ตั้งใจ แต่มันดันเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เราหลุดเสียงแข็งๆ ออกไป แล้วหลังจากนั้น ความรู้สึกผิดก็ทำงานทันที "ฉันเป็นแม่ที่แย่หรือเปล่า?" "ฉันทำแบบนี้กับลูกได้ยังไง?"
ผมอยากจะบอกทุกคนที่กำลังเผชิญกับสัปดาห์แรก (หรือสัปดาห์ที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้) ว่า ความรู้สึกเหล่านี้มันเป็นเรื่องธรรมดาครับ
การที่คุณรู้สึกเหนื่อยจนอยากจะร้องไห้ การที่คุณรู้สึกโกรธคู่รัก หรือการที่คุณรู้สึกผิดที่เผลอใช้อารมณ์กับลูก... ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าคุณเป็นพ่อแม่ที่ไม่ดีครับ แต่มันแปลว่าคุณกำลัง "พยายามอย่างหนัก" ต่างหาก
ไม่มีใครเกิดมาแล้วเลี้ยงลูกเป็นตั้งแต่วันแรกหรอกครับ แม้แต่พยาบาลที่เก่งที่สุด หรือคนที่อ่านหนังสือเลี้ยงลูกมาเป็นสิบเล่ม ทุกคนล้วนต้องผ่านช่วงเวลาที่ "ทำพลาด" กันทั้งนั้น
ผมเองก็เคยทำพลาดมานับไม่ถ้วนครับ เคยทำหน้าบึ้งใส่ลูกตอนที่ลูกร้องไม่หยุด เคยเผลอหลับคาเก้าอี้ทั้งที่ลูกยังไม่นอน และเคยรู้สึกท้อจนอยากจะหนีไปอยู่ที่ไหนสักแห่งคนเดียว
แต่เชื่อไหมครับ พอเวลาผ่านไป สิ่งเหล่านั้นมันจะกลายเป็นแค่เรื่องเล่าขำๆ ในวงกาแฟ เหมือนที่ผมกำลังเล่าให้คุณฟังอยู่นี่แหละ
สรุปคือ... ไม่ต้องเครียดครับ ไม่ต้องพยายามเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีอยู่จริงหรอก มีแค่พ่อแม่ที่พยายามจะเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับลูกเท่านั้นเอง ลองดูนะครับ เป็นกำลังใจให้เสมอครับ
เลิกกังวลว่าลูกจะช้ากว่าใคร เพราะพัฒนาการช่วง 0-6 เดือนมี "ช่วงกว้างของความปกติ" ที่กว้างกว่าที่เราคิด มาทำความเข้าใจจังหวะการเติบโตของลูกไปพร้อมกันครับ
โดย สมชาย (Somchai)