
งานวิจัยสังคมวิทยาจากเดนมาร์กชวนมองย้อนกลับว่า แบบฉบับ "พ่อแม่ที่ดี" ที่เราไล่ตามทุกวัน ถูกประกอบขึ้นจากเสียงผู้เชี่ยวชาญและความคาดหวังของสถาบัน ไม่ใช่จากใจของเราเอง และในชีวิตจริง สองมือของเราก็มักทำตามของเก่าจากวัยเด็กตัวเองมากกว่าอุดมคติที่ประกาศไว้
ทบทวนล่าสุด 1 ก.ย. 2569
มีประโยคหนึ่งในงานวิจัยชิ้นที่ฉันเพิ่งอ่านจบ ที่ทำให้ฉันวางเอกสารลงแล้วนั่งนิ่งไปนานพอสมควรค่ะ มันเขียนเอาไว้ว่า ความเข้าใจเรื่องการเป็น "พ่อแม่ที่ดี" ที่พวกเราถือกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ได้งอกออกมาจากใจของพ่อแม่เองเลย แต่มันถูกประกอบขึ้นจากความเชื่อทางวัฒนธรรม จากคำพูดของผู้เชี่ยวชาญ จากนโยบายของรัฐ และจากสิ่งที่ส่งต่อกันมาระหว่างรุ่นหลายชั้นพร้อมกัน ฟังดูเป็นประโยควิชาการเฉยๆ ใช่ไหมคะ แต่สำหรับฉัน มันเหมือนมีใครเอาคำถามที่ค้างคาใจพ่อแม่เรามากมายออกมาวางบนโต๊ะ ว่าที่เราพยายามขนาดนี้ เพราะเราเชื่อจริงๆ หรือเพราะมีใครวาดภาพนั้นให้เราเดินตามกันแน่
งานวิจัยชิ้นนี้เป็นวิทยานิพนธ์สังคมวิทยาจากเดนมาร์ก ผู้วิจัยสัมภาษณ์พ่อแม่ห้าคนที่ลูกกำลังเรียนโรงเรียนอยู่ คุยกันยาวๆ ไม่มีแบบสอบถาม ไม่มีคะแนน มีแต่บทสนทนาว่าการเลี้ยงลูกในแต่ละบ้านเป็นอย่างไร แล้วนำมาอ่านผ่านสองชุดแว่น ชุดหนึ่งของนักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศสผู้พูดถึงสันดานที่สั่งสมมาจากครอบครัวต้นทาง อีกชุดของนักวิจัยอเมริกันที่ศึกษาว่าพ่อแม่คนละชนชั้นเลี้ยงลูกต่างกันอย่างไร คำถามหลักของงานนี้เรียบง่ายแต่หนักแน่นมากค่ะ พ่อแม่วันนี้ให้คุณค่ากับอะไร ทำสิ่งไหนจริงในชีวิตประจำวัน และสิ่งเหล่านั้นเชื่อมกับสังคมรอบตัวกับวัยเด็กของตัวเองยังไง
สิ่งแรกที่ฉันอ่านแล้วรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาแปลกๆ ก็คือ พ่อแม่ทั้งห้าคนพูดถึงสิ่งที่ตัวเองให้คุณค่าเหมือนกันเป๊ะทุกบ้าน ไม่มีใครพูดถึงคะแนนสอบหรือตำแหน่งหน้าที่การงานของลูกเลยสักคน ทุกคนพูดว่าอยากเป็นพ่อแม่ที่อยู่ตรงนั้นให้ลูก เข้าถึงได้ ไม่ว่างานยุ่งแค่ไหนก็ต้องมีเวลาให้เขา อยากให้เด็กเป็นศูนย์กลางของบ้าน อยากมีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของลูกจริงๆ ไม่ใช่แค่รู้ว่าเขาเรียนอะไร แต่รู้ว่าเขาเป็นอยู่กับอะไร และทุกบ้านอยากสร้างความสัมพันธ์กับลูกบนความไว้ใจและความเท่าเทียม ให้อิสระแต่คู่กับความรับผิดชอบ พูดกันคล้ายกันจนผู้วิจัยเขียนไว้ตรงๆ ว่าค่านิยมของพ่อแม่ห้าคนนี้ไม่มีจุดไหนขัดแย้งกันเลย
แต่แล้วตรงนี้แหละค่ะ ที่งานวิจัยหันกระจกใบใหม่ออกมา เพราะค่านิยมอันสวยงามเหล่านั้น ไปตรงกับอุดมคติการเป็นพ่อแม่ที่สังคมตะวันตกยึดกันเป็นบรมทรงเลย งานวิจัยเรียกมันว่าการเป็นพ่อแม่แบบใกล้ชิดและเข้มข้น เป็นการเลี้ยงลูกที่วางเด็กไว้แถวหน้า ให้พ่อแม่เข้ามามีส่วนร่วมและลงมือร่วมกับชีวิตของลูกอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนั้นก็ผลักความรับผิดชอบต่อพัฒนาการและโอกาสในอนาคตของเด็กเข้ามาไว้ที่ตัวพ่อแม่เป็นหลัก ผู้วิจัยสรุปตามตรงว่า พ่อแม่ห้าคนนี้รับอุดมคติของสังคมเข้ามาเป็นความเชื่อของตัวเองแล้ว โดยที่ไม่มีใครรู้ตัว
ฉันต้องหยุดอ่านตรงนี้ซักพักนะคะ เพราะมันเปลี่ยนคำถามในหัวฉันไปทั้งหมด เดิมทีเรามักถามกันว่าทำยังไงจะเป็นพ่อแม่ที่ดีได้ แต่งานวิจัยนี้ถามกลับว่า ดีตามนิยามของใคร ใครเป็นคนเขียนนิยามนั้นขึ้นมา และคำตอบที่งานวิจัยอ้างถึงก็คือ มันไม่ใช่พ่อแม่อย่างแน่นอน นักวิชาการท่านหนึ่งที่งานชิ้นนี้ยกมาอธิบายไว้ชัดเจนมากว่า แบบแผนการเลี้ยงลูกแบบนี้ถูกพิจารณาว่าเป็นอุดมคติในสังคมตะวันตก เพราะมันยืนอยู่บนการเลี้ยงลูกที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง ถูกชี้นำโดยผู้เชี่ยวชาญ และถูกนิยามให้เป็นหน้าที่ทางอารมณ์ที่มาพร้อมความต้องการสูงระดับที่เหนื่อยจริงๆ คำว่าเหนื่อยนี่ไม่ใช่ฉันเติมเองนะคะ มันอยู่ในตัวนิยามของมันเลย
แล้วเสียงผู้เชี่ยวชาญพวกนี้ดังขึ้นมาได้อย่างไร งานวิจัยชี้ให้เห็นทางหนึ่งที่ฉันว่าพ่อแม่เราหลายคนจะรู้สึกว่าคุ้นเคยจนขนลุก นักวิชาการท่านหนึ่งเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าความเชื่อที่ว่าปีแรกๆ ของชีวิตชี้ขาดอนาคตทั้งหมดของเด็ก ควบคู่กับอีกความเชื่อหนึ่งว่า สิ่งที่พ่อแม่ทำลงไปแต่ละอย่างนั่นแหละคือตัวสร้างเด็กคนนั้นขึ้นมา สองความเชื่อนี้เกาะเกี่ยวกันแน่นมากค่ะ เพราะถ้าปฐมวัยชี้ขาดทุกอย่าง และพ่อแม่คือผู้กำหนดปฐมวัย มันก็เท่ากับว่าอนาคตของลูกทั้งชีวิตพักอยู่ในมือเราในวันนี้ ฉันอ่านแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมความรู้สึกผิดของพ่อแม่เราถึงจางลงยาก คำถามเล็กๆ ที่แฝงมากับคำแนะนำทุกๆ ก้อนจึงไม่ใช่ว่าควรทำอะไร แต่คือว่าถ้าเราทำพลาดตรงนี้ ลูกจะเสียหายไหม ใครที่ขมักเขม้นอ่านคำแนะนำการเลี้ยงลูกจนปวดหัวเพราะแต่ละเจ้าบอกไม่ตรงกัน คงยิ้มแห้งกับตรงนี้เหมือนฉัน บางครั้งเราอยากได้แค่

เสียงร้องไห้ของลูกหน้าห้องเรียนวันแรก ไม่ได้แปลว่าเรากำลังทำร้ายลูก แต่คือหลักฐานว่าบ้านคือความปลอดภัยที่เขาผูกพันแน่นหนา และการเปิดโลกใบที่สองให้เขาคือก้าวธรรมชาติของการเติบโต
โดย ทีม DekHygge · คัญญา เขียน

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ งานวิจัยบอกว่าเสียงเรียกนี้ไม่ได้มาจากหนังสือพ่อแม่อย่างเดียว แต่มาจากสถาบันรอบตัวเราด้วย เพราะเด็กยุคนี้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในสถาบัน ทั้งศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียน และกิจกรรมหลังเลิกเรียน ผู้ใหญ่มืออาชีพจึงรับงานการอบรมเลี้ยงดูบางส่วนไปจากครอบครัว และพอหลายมือร่วมกันดูแล พื้นที่ครอบครัวก็ไม่เป็นเรื่องส่วนตัวเหมือนเดิมอีกต่อไป โรงเรียนไม่ได้สอนอย่างเดียว แต่ยังชักชวนให้พ่อแม่เข้ามามีส่วนร่วมทั้งเรื่องการเรียนและเรื่องสังคมของลูก ตั้งแต่การบ้านที่ต้องช่วยดูแลให้เรียบร้อย ไปจนถึงกลุ่มเล่นและงานเลี้ยงผู้ปกครองที่จัดให้พ่อแม่ได้รู้จักกัน สถาบันเหล่านี้ค่อยๆ บอกเราเองว่าพ่อแม่ที่ดีควรทำอะไรบ้าง จนกลายเป็นวาระของการเป็นพ่อแม่ไปโดยปริยาย
อ่านมาถึงตรงนี้ ฉันเดาว่าหลายคนคงคิดแบบฉันค่ะ ว่าเอาละ งั้นก็แปลว่าเราโดนสังคมหลอกให้เป็นพ่อแม่ที่เหนื่อยๆ กันทั้งมวล แต่งานวิจัยไม่ได้จบแบบนั้น มันมีบทที่สองที่เงียบแต่คมกว่ามาก เพราะเมื่อผู้วิจัยเจาะเข้าไปดูว่าพ่อแม่ห้าคนนี้ทำจริงในชีวิตประจำวัน กลับพบว่าแทบไม่มีใครทำได้เต็มตามอุดมคติที่ตัวเองพูด และจุดที่ความเป็นจริงเบี่ยงออกจากความในอุดมคติ มักเป็นจุดที่ประสบการณ์จากวัยเด็กของตัวพ่อแม่เองดังกว่าเสียงของอุดมคติ คำอธิบายอยู่ที่แว่นของนักสังคมวิทยาฝรั่งเศสที่วิทยานิพนธ์ใช้ ซึ่งพูดถึงสันดานที่สะสมจากครอบครัวที่เราโตมา มันไม่ใช่ความจำแบบภาพถ่าย แต่เป็นวิธีจัดการโลกที่ซึมลงไปในตัวเราจนเรียกออกมาใช้ได้โดยไม่ต้องคิด พ่อแม่เราเลยมักตกใจตัวเองตอนที่ประโยคของคุณพ่อคุณแม่เก่าๆ ไหลออกมาจากปากเราเอง ทั้งที่วันดีคืนดีเราเคยสาบานว่าจะไม่พูดแบบนั้นกับลูกแน่
ฉันอ่านตรงนี้แล้วรู้สึกโล่งแบบที่ไม่ค่อยได้รู้สึกจากงานวิจัยเลยค่ะ เพราะมันเท่ากับบอกว่าความไม่สมบูรณ์แบบของพ่อแม่ไม่ใช่ความล้มเหลวส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นโครงสร้างของมนุษย์ธรรมดาที่ถูกดึงจากสองทิศทางพร้อมกัน ทิศหนึ่งคืออุดมคติยุคใหม่ที่บอกว่าต้องใกล้ชิด ต้องเข้าใจ ต้องคุยกันได้ทุกเรื่อง อีกทิศคือของเก่าจากบ้านเดิมที่ฝังมากับตัวเราตั้งแต่ยังไม่รู้จักคำว่าอุดมคติ งานวิจัยสรุปสวยมากประโยคหนึ่งว่า วิธีเลี้ยงลูกของพ่อแม่ถูกหล่อขึ้นทั้งจากอุดมคติของสังคม และจากประสบการณ์วัยเด็กของตัวพ่อแม่เอง เราเป็นลูกของทั้งสองกระแสนั่นเอง และถ้าเป็นแบบนี้จริง การเลี้ยงลูกก็ไม่ใช่การสอบที่ต้องสู้ให้ได้คะแนนเต็มทุกวิชา แต่มันเป็นการเจรจาต่อรองระหว่างของใหม่กับของเก่าที่เกิดขึ้นใหม่ทุกวันในบ้านเรา
ทั้งหมดนี้ไม่ได้แปลว่าเราควรทิ้งความตั้งใจจะเป็นพ่อแม่ที่ใส่ใจนะคะ อุดมคติที่ว่านั้นมีของดีอยู่ในตัวมัน ความใกล้ชิดและความเคารพต่อกันเป็นของที่มีค่าจริง แต่สิ่งที่งานวิจัยฝากไว้สำหรับฉันก็คือ อย่าไปสับสนระหว่างของมีค่ากับมาตรฐานที่ต้องทำได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกขา เพราะแม้แต่พ่อแม่ในงานวิจัยที่พูดเรื่องความใกล้ชิดได้สวยที่สุด ก็ยังมีวันที่วิธีเก่าจากบ้านเดิมพลอยโผล่ออกมาก่อนความคิดตัวเอง ความเหนื่อยที่พ่อแม่ยุคนี้พูดถึงกันมากจึงอาจไม่ใช่สัญญาณว่าเราไม่ดีพอ แต่เป็นสัญญาณว่ามาตรวัดที่เราใช้ชั่งตัวเองนั้นใหญ่เกินไปสำหรับคนจริงๆ หนึ่งคน ใครที่รู้สึกว่าความสุขของการมีลูกดูเหมือนถูกความหนักของการเป็นพ่อแม่ยุคใหม่กลืนไปบ้าง ฉันว่าเรื่องเล่าว่าด้วยความสุขที่ไม่ได้สนุกเสมอไปของการเป็นพ่อแม่เขียนเรื่องความขัดแย้งแบบนี้ไว้ละเอียดดี ลองเปิดอ่านดูนะคะ
ก่อนปิดไฟล์นี้ ฉันจดบทสรุปของตัวเองไว้สั้นๆ แบบที่ชอบค่ะ ถ้าภาพพ่อแม่ที่ดีถูกคนอื่นช่วยกันวาดขึ้นมา ก็แปลว่าเราขอดูภาพนั้นตามใจเราได้บ้าง เก็บของที่มีค่าไว้ อย่างความใกล้ชิด อย่างการฟัง อย่างการเคารพลูกเป็นคนหนึ่ง แล้ววางของที่หนักเกินจำเป็นลงบ้าง อย่างความเชื่อว่าทุกลมหายใจของเราต้องถูกจัดวางพอดีเพื่ออนาคตลูก ส่วนของเก่าจากบ้านเดิมที่หลุดออกมาเป็นคำพูดหรือน้ำเสียงบางวัน ก็ไม่ต้องตกใจไปค่ะ มันแค่ยืนยันว่าเราเป็นมนุษย์ที่มาจากครอบครัวหนึ่ง ไม่ใช่เครื่องจักรที่ถูกตั้งโปรแกรมใหม่ได้ทุกคืน รู้ตัวว่ากำลังเจรจากับของเก่าอยู่ตรงไหน ตรงนั้นแหละค่ะ ที่เราเริ่มมีทางเลือกของตัวเองได้จริงๆ
เพราะสุดท้ายแล้ว คำถามที่อ่อนโยนกว่าคำว่าเราเป็นพ่อแม่ที่ดีพอหรือยัง อาจเป็นคำถามที่ว่า เรากำลังเลี้ยงลูกตามใจที่เข้าใจของเราเอง หรือตามภาพที่ใครๆ วาดให้เราเชื่อว่าต้องเป็นแบบนั้น ฉันยังไม่มีคำตอบสำหรับตัวเองเหมือนกันนะคะ แต่รู้สึกดีขึ้นมากที่ได้รู้ว่าคำถามนี้เป็นคำถามของพ่อแม่เราทั้งสังคม ไม่ใช่คำถามที่ฉันต้องนั่งตอบคนเดียวกลางดึก แล้ววันหน้าเจองานวิจัยที่ชวนคิดแบบนี้อีก ฉันจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะคะ ดูแลใจกันและกันด้วยนะคะ เพราะการเป็นพ่อแม่ที่ดีน่ะ เริ่มที่การดูแลคนเป็นพ่อแม่ให้ยังอยู่ตรงนั้นให้ลูกได้ก่อน
งานวิจัยจากนอร์เวย์เก็บคำตอบจากวัยรุ่นจำนวนมากเรื่อง "พ่อแม่ของเราเป็นแบบไหน" แล้วพบว่าความอบอุ่นกับความเข้มงวดไม่ใช่ปลายสองข้างของเส้นเดียวกัน และแบบที่ลูกรับรู้ยังผูกกับทรัพยากรที่พ่อแม่มีในมืออีกด้วย
โดย ทีม DekHygge · พิชัย เขียน